หมวดที่ 1
ความทั่วไป
|
ข้อ
1 |
สมาคมนี้มีชื่อ
“สมาคมสหกิจศึกษาไทย”
ใช้อักษรย่อว่า สสศท.
เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า
“THAI ASSOCIATION
FOR COOPERATIVE
EDUCATION” ใช้อักษรย่อว่า
T.A.C.E |
ข้อ
2 |
เครื่องหมายของสมาคมประกอบด้วย
เครื่องหมายของสมาคมเป็นรูปอักษรย่อ
TACE สีแสดและสีเทาวางเรียงซ้อนทับกันบนสี่เหลี่ยมผืนผ้าเส้นขอบสีเทา
มีตัวอักษรชื่อสมาคมภาษาไทยสีเทาและภาษาอังกฤษสีดำกำกับ
รูปของเครื่องหมายสมาคม
|
| ข้อ
3 |
สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่
อาคารเรียนรวม 2 เลขที่
111 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ถนนมหาวิทยาลัย ตำบลสุรนารี
อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
30000 โทรศัพท์ (044)-224830
โทรสาร (044)-224814 |
| ข้อ
4 |
วัตถุประสงค์ของสมาคม |
| |
4.1 |
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมสหกิจศึกษาทั้งภายในและต่างประเทศ |
| |
4.2 |
เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการสหกิจศึกษาระหว่างมวลสมาชิก |
| |
4.3 |
เพื่อส่งเสริมการศึกษา
การฝึกอบรมและเผยแพร่ความรู้
อันเป็นบริการทางวิชาการแก่สังคม |
| |
4.4 |
เพื่อส่งเสริมมิตรภาพ
สามัคคี และผดุงเกียรติของสมาชิก |
| |
4.5 |
ดำเนินการเพื่อสาธารณกุศลหรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น
ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ |
| |
4.6 |
ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด |
หมวดที่ 2
สมาชิก
|
ข้อ
5
|
สมาชิกของสมาคมมี
3 ประเภท คือ |
| |
5.1 |
สมาชิกสามัญ
ได้แก่ |
| |
|
5.1.1
|
บุคคลทั่วไปที่ยื่นคำขอเข้าเป็นสมาชิกสมาคมและคณะกรรมการบริหารสมาคมรับรอง |
| |
|
5.1.2 |
สถาบัน
ได้แก่ สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
หน่วยงานหรือองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดให้นักศึกษาไปปฎิบัติงาน
ณ สถานประกอบการ
ที่ยื่นคำขอเข้าเป็นสมาชิกสมาคม
และคณะกรรมการบริหารสมาคมรับรอง
สมาชิกประเภทสถาบันมีสิทธิกำหนดผู้แทนเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมในฐานะสมาชิกได้
2 คน |
| |
5.2 |
สมาชิกสมทบ
ได้แก่ นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาทั้งในระดับปริญญาตรี
และบัณฑิตศึกษาที่ยื่นคำขอเข้าเป็นสมาชิกสมาคม
และคณะกรรมการบริหารสมาคมรับรอง |
| |
5.3 |
สมาชิกกิตติมศักดิ์
ได้แก่ ผู้ที่คณะกรรมการบริหารสมาคมมีมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม |
| ข้อ
6 |
คุณสมบัติของสมาชิก
สมาชิกสามัญ สมาชิกสมทบ
หรือสมาชิกกิตติมศักดิ์
ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ
ดังต่อไปนี้ |
| |
6.1 |
เป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า
18 ปีบริบูรณ์ |
| |
6.2 |
เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย |
| |
6.3 |
ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ |
| |
6.4 |
ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นล้มละลายหรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
หรือต้องโทษจำคุกยกเว้นความผิดฐานประมาท
หรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด
ในกรณีดังกล่าวจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือ
ในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น |
| ข้อ
7 |
ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม |
| |
7.1 |
สมาชิกสามัญ |
| |
|
7.1.1 |
บุคคลทั่วไปจะต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมคราวเดียว
1,000 บาท โดยถือเป็นสมาชิกตลอดชีพหรือเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมตามวาระ
(วาระละ 2 ปี) 200
บาท |
| |
|
7.1.2 |
สถาบัน
จะต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมคราวเดียว
2,000 บาท โดยถือเป็นสมาชิกตลอดชีพ |
| |
7.2 |
สมาชิกสมทบ
จะต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปี
ปีละ 100 บาท |
| |
7.3 |
สมาชิกกิตติมศักดิ์
มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคม |
| ข้อ
8 |
การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม |
| |
8.1 |
สมาชิกสามัญ
และสมาชิกสมทบ ต้องยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขาธิการ
โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย
2 คน และให้เลขาธิการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้
ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่น
ๆ ของสมาคมจะได้คัดค้านการสมัครนั้น |
| |
8.2 |
เมื่อครบกำหนดประกาศแล้วก็ให้เลขาธิการนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก
(ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมเพื่อพิจารณาอนุมัติว่ารับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
และเมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมพิจารณาการสมัครแล้วผลเป็นประการใดให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว |
| ข้อ
9 |
ถ้าคณะกรรมการบริหารสมาคมพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเป็นสมาชิกก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน
30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขาธิการและสมาชิกภาพของผู้สมัคร
ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียน
และค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด
ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก |
| ข้อ
10 |
สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์
ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการบริหารสมาคมได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ได้มาถึงยังสมาคม |
| ข้อ
11 |
สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้ |
| |
11.1 |
ตาย |
| |
11.2 |
ลาออกโดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหารสมาคมและคณะกรรมการบริหารสมาคมได้พิจารณาอนุมัติ
และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย |
| |
11.3 |
ขาดคุณสมบัติสมาชิก |
| |
11.4 |
เมื่อสมาชิกสบทบพ้นสภาพการเป็นนิสิต
นักศึกษา |
| |
11.5 |
ไม่ชำระค่าลงทะเบียนตามที่คณะกรรมการบริหารสมาคมกำหนด |
| |
11.6 |
ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมหรือคณะกรรมการบริหารสมาคมได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน
เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพข้อ
11.2 และ 11.3 อาจเข้าเป็นสมาชิกอีกได้
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารสมาคม
|
| ข้อ
12 |
สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก |
| |
12.1 |
มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน |
| |
12.2 |
มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการบริหารสมาคม |
| |
12.3 |
มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง
ๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
|
| |
12.4 |
มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
|
| |
12.5 |
สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง
หรือได้รับการเลือกตั้ง
หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารสมาคมและมีสิทธิออกเสียงลงมติต่าง
ๆ ในที่ประชุมได้คนละ
1 คะแนนเสียง |
| |
12.6 |
มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารสมาคม
เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
|
| |
12.7 |
มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย
1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารสมาคมให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
|
| |
12.8 |
มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ
และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
|
| |
12.9 |
มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
|
| |
12.10 |
มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่าง
ๆ ของสมาคม |
| |
12.11 |
มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
|
| |
12.12 |
มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
|
หมวดที่ 3
การดำเนินกิจการสมาคม
|
| ข้อ
13 |
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม
มีจำนวนอย่างน้อย
11 คน อย่างมากไม่เกิน
25 คน คณะกรรมการบริหารสมาคมนี้ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมและให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม
1 คน และ อุปนายก
2 คน สำหรับตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคมในตำแหน่งอื่น
ๆ ให้นายกเป็นผู้แต่งตั้งผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้นเข้าดำรงตำแหน่งต่าง
ๆ ของสมาคมตามที่ได้กำหนดไว้
ซึ่งตำแหน่งของกรรมการบริหารสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้ |
| |
13.1 |
นายกสมาคม
ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม
เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก
และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมและการประชุมใหญ่ของสมาคม
และมีหน้าที่อย่างอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับของสมาคม |
| |
13.2 |
อุปนายก
ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคมปฏิบัติตามหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม
เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้
แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคมให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน |
| |
13.3 |
เลขาธิการ
ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด
เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคมและปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม
ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง
ๆ ของสมาคม |
| |
13.4 |
เหรัญญิก
ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม
เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย
บัญชีงบดุลของสมาคม
และเก็บเอกสารหลักฐานต่าง
ๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ |
| |
13.5 |
ปฏิคม
มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม
เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม
และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่าง
ๆ ของสมาคม และรับผิดชอบเกี่ยวกับพัสดุและครุภัณฑ์ของสมาคม |
| |
13.6 |
นายทะเบียน
มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำและรักษาทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคมให้สมบูรณ์เป็นปัจจุบันเสมอ
ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
และวิเคราะห์จัดทำรายงานสถานภาพของสมาชิก |
| |
13.7 |
สาราณียากร
มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการทำวารสารและหนังสือต่าง
ๆ ของสมาคม |
| |
13.8 |
ประชาสัมพันธ์
มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย |
| |
13.9 |
กรรมการตำแหน่งอื่น
ๆ ตามความเหมาะสม
ซึ่งคณะกรรมการบริหารสมาคมเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น
โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคมตามข้างตนแล้ว
จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
แต่ถ้าคณะกรรมการบริหารมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการบริหารสมาคมกลาง
คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดแรก
ให้ผู้เริ่มการจัดตั้งสมาคมเป็นผู้เลือกตั้ง
ประกอบด้วย นายกสมาคม
และกรรมการบริหารสมาคมอื่น
ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับของสมาคม |
| ข้อ
14 |
คณะกรรมการบริหารสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ
2 ปี และเมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมอยู่ในตำแหน่งครบตามวาระแล้ว
แต่คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ก็ให้คณะกรรมการบริหารสมาคมที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน
จนกว่าคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
และเมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดเก่าและคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน
30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ |
| ข้อ15 |
ตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคม
ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการบริหารสมาคมแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น
แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น |
| ข้อ
16 |
กรรมการบริหารสมาคมอาจจะพ้นจากตำแหน่ง
ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้
คือ |
| |
16.1 |
ตาย |
| |
16.2 |
ลาออก |
| |
16.3 |
ขาดจากสมาชิกภาพ |
| |
16.4 |
ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง |
| |
16.5 |
ไม่มาประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมโดยไม่ลาติดต่อกัน
3 ครั้งเมื่อได้รับทราบวันนัดประชุมแล้ว |
| ข้อ
17 |
กรรมการบริหารสมาคมที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคมให้ยื่นใบลา
ออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหารสมาคม
และให้พ้นตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการบริหารสมาคมมีมติให้ออก |
| ข้อ
18 |
อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารสมาคม |
| |
18.1 |
บริหารกิจการของสมาคมให้เป็นไปตามข้อบังคับ
ระเบียบและวัตถุประสงค์ของสมาคม |
| |
18.2 |
มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง
ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ
โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้ |
| |
18.3 |
มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม |
| |
18.4 |
พิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติรับบุคคลหรือสถาบันเข้าเป็นสมาชิก |
| |
18.5 |
มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการใด
ๆ ที่คณะกรรมการบริหารสมาคมมอบหมาย
แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการบริหารสมาคมที่แต่งตั้ง |
| |
18.6 |
เชิญบุคคลที่เห็นสมควรเป็นที่ปรึกษาได้ตามความจำเป็นที่ปรึกษามีสิทธิเสนอความเห็นและอภิปรายในการประชุมแต่ไม่มีสิทธิในการออกคะแนนเสียง
|
| |
18.7 |
มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี
และประชุมใหญ่วิสามัญ |
| |
18.8 |
มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการบริหารสมาคมตำแหน่งอื่น
ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ |
| |
18.9 |
มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด
รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม |
| |
18.10 |
มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ
ตามที่สมาชิกสามัญจำนวน
1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น
ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน
30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ |
| |
18.11 |
มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่าง
ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน
ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่าง
ๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ |
| |
18.12 |
จัดทำบันทึกการประชุมต่าง
ๆ ของสมาคม เพื่อจัดเก็บไว้เป็นหลักฐาน
และจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ |
| |
18.13 |
ตีความหมายข้อบังคับของสมาคมในกรณีที่มีปัญหา |
| |
18.14 |
จัดกิจกรรมเพื่อหาทุนบำรุงสมาคม |
| |
18.15 |
มีอำนาจและหน้าที่อื่น
ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ |
| ข้อ
19 |
คณะกรรมการบริหารสมาคมจะต้องประชุมกันอย่างน้อยสามเดือนครั้ง
ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม
|
| ข้อ
20 |
การประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม
จะต้องมีกรรมการบริหารสมาคมเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารสมาคมทั้งหมด
จึงถือว่าครบองค์ประชุม
มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม
ถ้ามีข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงมากเป็นเกณฑ์
แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
กรรมการบริหารสมาคมที่ไม่สามารถเข้าประชุมได้อาจมอบหมายให้ตัวแทนของตนเข้าประชุมแทนได้
โดยจะต้องมอบอำนาจไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจให้เข้าประชุมย่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ที่ตนแทนทุกประการ |
| ข้อ
21 |
ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม
ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ก็ให้กรรมการบริหารสมาคมที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง
เพื่อให้กรรมการบริหารสมาคมคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น |
หมวดที่ 4
การประชุมใหญ่
|
| ข้อ
22 |
การประชุมใหญ่ของสมาคมมี
2 ชนิด คือ |
| |
22.1 |
ประชุมใหญ่สามัญ |
| |
22.2
| ประชุมใหญ่วิสามัญ
|
| ข้อ
23 |
คณะกรรมการบริหารสมาคมจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
ๆ ละ 1 ครั้ง ภายในเดือนธันวาคมของทุก
ๆ ปี |
| ข้อ
24 |
การประชุมใหญ่วิสามัญอาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการบริหารสมาคมเห็นควรจัดให้มีขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า
1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญและสมาชิกสถาบันทั้งหมดร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารสมาคมให้จัดให้มีขึ้น |
| ข้อ
25 |
การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่
ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกทราบและการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร
โดยระบุ วัน เวลา
และสถานที่ให้ชัดเจน
โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้
ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่ |
| ข้อ
26 |
การประชุมใหญ่สามัญประจำปี
จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้ |
| |
26.1 |
แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี |
| |
26.2 |
แถลงบัญชีรายรัย
รายจ่าย และบัญชีงบดุลปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ |
| |
26.3 |
เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่
เมื่อครบกำหนดวาระ |
| |
26.4 |
เลือกตั้งผู้สอบบัญชี |
| |
26.5 |
เรื่องอื่น
ๆ ถ้ามี |
| ข้อ
27 |
ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี
หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญ
เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด
จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ให้คณะกรรมการบริหารสมาคมเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน
14 วันนับตั้งแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก
สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม
ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก
ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่
ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก |
| ข้อ
28 |
การลงมติต่าง
ๆ ในที่ประชุมใหญ่ถ้าข้อบังคับได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์
แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด |
| ข้อ
29 |
ในการประชุมใหญ่ของสมาคม
ถ้านายกสมาคม และอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม
หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้
ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการบริหารสมาคมที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น |
หมวดที่ 5
การเงินและทรัพย์สิน
|
| ข้อ
30 |
การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารสมาคม
เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคาร
หรือสถาบันการเงินอื่นที่เชื่อถือได้
หรือจัดหาดอกผล ทั้งนี้โดยอนุมัติของคณะกรรมการบริหารสมาคม |
| ข้อ
31 |
การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคมจะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทน
ลงนามร่วมกับเหรัญญิก
หรือเลขาธิการ หรือผู้ที่คณะกรรมการบริหารสมาคมกำหนด
พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้ |
| ข้อ
32 |
ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน
100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารสมาคม |
| ข้อ
33 |
ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน
10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
ถ้าเกินกว่าเงินจำนวนนี้
จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้ |
| ข้อ
34 |
การรักษาเงิน
นอกจากที่กล่าวมาในข้อ
33 ให้เหรัญญิกและนายกสมาคม
หรือผู้รักษาการแทนจัดฝากในธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้
ทั้งนี้โดยอนุมัติของคณะกรรมการบริหารสมาคม |
| ข้อ
35 |
การอนุมัติจ่ายเงิน
จะต้องมีหลักฐานเป็นเอกสารลงนามอนุมัติโดยนายกสมาคมหรือผู้รักษาการแทน |
| ข้อ
36 |
เหรัญญิกจะต้องทำบัญชีรายรับ
รายจ่าย และบัญชีงบดุล
ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน
พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง |
| ข้อ
37 |
ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการบริหารสมาคมหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมและจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต |
| ข้อ
38 |
ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการบริหารสมาคมและสามารถจะเชิญกรรมการบริหารสมาคมหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม
เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้ |
| ข้อ
39 |
คณะกรรมการบริหารสมาคมจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี
เมื่อได้รับการร้องขอ |
หมวดที่ 6
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
|
| ข้อ
40 |
ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น
มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ทั้งนี้ผู้ขอเสนอเปลี่ยนแปลงข้อบังคับต้องเสนอรายละเอียดการขอเปลี่ยนแปลงมาเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านคณะกรรมการบริหารสมาคม
เพื่อพิจารณาก่อนแล้วจึงนำเข้าที่ประชุมใหญ่ |
| ข้อ
41 |
การเลิกสมาคม
จะเลิกได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฏหมาย
มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด |
| ข้อ
42 |
เมื่อสมาคมต้องยกเลิกไม่ว่าเหตุผลใด
ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตกเป็นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
หรือองค์กรที่เป็นนิติบุคคลเพื่อการกุศลอื่นๆ
ตามที่คณะกรรมการบริหารสมาคมพิจารณาเห็นสมควร |
หมวดที่ 7
บทเฉพาะกาล
|
| ข้อ
43 |
ข้อบังคับฉบับนี้นั้น
ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป |
| ข้อ
44 |
เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ |